กามโรค (STD)

555
โรคซิฟิลิส

กามโรค (Sexually transmitted disease; STD) หมายถึง กลุ่มของโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ทั้งทางปาก ช่องคลอด และทวารหนัก ผ่านน้ำคัดหลั่ง น้ำอสุจิ เลือด และน้ำเหลืองของผู้ติดเชื้อ

advertisement

เชื้อที่ทำให้เกิดกามโรคมักพบเป็นเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อ และแพร่กระจายได้ผ่านทางบาดแผล รอยถลอก และที่สำคัญ คือ การมีเพศสัมพันธ์ พบมากในวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ทั้งเพศหญิง และเพศชาย โดยเฉพาะกลุ่มที่มักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงอนามัย นอกจากนั้น เชื้อกามโรคยังสามารถติดต่อไปยังทารกขณะตั้งครรภ์ได้ แบ่งเป็นโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคซิฟิลิส (Syphilis) ถือเป็นโรคที่มีความรุนแรง และอันตรายเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema pallidum ติดต่อ และแพร่กระจายโดยการมีเพศสัมพันธ์ และทางบาดแผล นอกจากนั้น เชื้อยังสามารถติดต่อไปยังทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ด้วย เมื่อติดเชื้อประมาณ 2-3 เดือน หากเชื้อเข้าทางแผล จะทำให้แผลหายช้า และเกิดตุ่มบริเวณแผล

โรคซิฟิลิส
โรคซิฟิลิส

ซิฟิลิส แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
• ระยะที่ 1 มีระยะฟักตัวอยู่ที่ 9-90 วัน โดยเชื้อจะเข้าทางรอยแผลหรือรอยถลอก รวมถึงการมีเพศสัมพันธุ์ อาการในระยะแรกจะพบเป็นตุ่มเล็กๆ ต่อมาจะแตกเป็นแผล และค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร จะเกิดเป็นแผลเดียว ตามจุดต่างๆ ขอบแผลมีลักษณะนูน แข็ง ไม่เจ็บ มีน้ำเหลืองไหล พบได้ตามส่วนต่างๆ โดยพบมากบริเวณรอบอวัยวะเพศ ซึ่งต่อมาจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมโต และเกิดการอักเสบได้

• ระยะที่ 2 ระยะนี้จะเกิดหลังระยะที่ 1 ประมาณ 5-10 วัน แต่อาจมากเป็นเดือนก็ได้ ระยะนี้ เชื้อมีการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น ปวดศรีษะ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และกระดูก มีอาการเบื่ออาหาร ซูบผอม ต่อมน้ำเหลืองบริเวณจุดต่างๆโต โดยอาการที่เกิดบริเวณผิวหนังมักเกิดในลักษณะต่างกัน ได้แก่
– skin lash คือ ลักษณะอาการของโรคที่พบอาการเป็นผื่น เช่น ผื่นราบ ผื่นนูน ผื่นนูนมีสะเก็ด เป็นต้น
– condyloma lata คือ ลักษณะอาการของโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังอับชื้น เช่น บริเวณขาหนีบ บริเวณทวารหนัก เป็นต้น
– mocous patch คือ ลักษณะอาการของโรคที่เกิดบริเวณเยื่อบุในช่องปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ มีลักษณะเป็นแผลตื้น มีเยื่อสีขาวเทาปกคลุม
– ผมร่วง (alopecia) ลักษณะที่พบบ่อย คือ ผมร่วงเป็นหย่อมๆ แต่อาจมีการร่วงแบบกระจายได้ในบางราย

• ระยะแฝง  ระยะนี้เป็นระยะที่ไม่พบอาการใดๆ เมื่อตรวจร่างกายทั่วไปจะปกติ แต่พบการตรวจเลือดยืนยัน TPHA และ FTA-Abs จะให้เป็นบวก

• ระยะที่ 3 หลังโรคเกิดในระยะแฝงที่ไม่พบอาการใดๆในหลายปี ต่อมาจะแสดงอาการของโรคในระยะสุดท้ายที่เรียกว่า ระยะที่ 3 อาการที่พบ ได้แก่ อาการ gumma ในบริเวณต่างๆ เช่น ผิวหนัง เยื่อบุ กระดูก และอวัยวะภายใน เป็นต้น

2. โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoea ติดต่อ และแพร่กระจายเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อติดเชื้อประมาณ 7-10 วัน จะทำให้เกิดหนองในระบบท่อทางเดินปัสสาวะทำให้เกิดอาการขัดปัสสาวะ ปัสสาวะยาก แสบร้อน และมีหนองไหลออกท่อปัสสาวะหรือปนมากับน้ำปัสสาวะ บางรายอาจมีโรคแทรกซ้อนได้
– ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะส่วนปลาย หากกรณีที่เชื้อแพร่เข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดภาวะ disseminated gonococcal infection (DGI)

3. โรคหนองในเทียม (Non specific urethritis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Chlamydia Trachomatic ติดต่อ และแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ เพศชายเมื่อติดเชื้อจะมีอาการแสบที่ท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด ยาก และมักมีหนอง ส่วนในเพศหญิงมักไม่แสดงอาการ แต่บางรายอาจเกิดอาการตกขาว หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้ง่าย
– ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการอักเสบของของต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะ การอักเสบของท่อ epididymis และอื่นๆ สำหรับเด็กแรกคลอดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจากมารดา ทำให้เกิด conjunctivitis หรือ pncumonitis ได้

4. แผลริมอ่อน (Chanriod) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Haemophilus ducreyi สามารถติดต่อได้ทางบาดแผล รอยถลอก และการมีเพศสัมพันธ์ และลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ทำให้เกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่วนแผลริมอ่อนที่เกิดบริเวณหนังหุ้มอวัยวะเพศ จะพบอาการของโรคจะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ อาการในเพศชายพบมีตุ่มหนองที่อวัยวะเพศ และแตกเป็นแผลในระยะต่อมา เพศหญิงมักพบอาการเป็นแผลบริเวณผนังช่องคลอดหรือปากมดลูก บางรายอาจพบอาการตกขาว เจ็บแสบหากมีการร่วมเพศ แผลที่เกิดมีลักษณะกระรุ่งกระริ่ง ขอบแผลนุ่ม ก้นแผลสกปรก มีหนอง หากสัมผัสน้ำหรือสบู่จะเจ็บแสบ
– โรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อจะลุกลามไปยังบริเวณต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ ทำให้เกิดฝี เป็นหนอง และฝีแตก มักเป็นแผลที่หายยาก

5. ฝีมะม่วง หรือ กามโรคต่อมน้ำเหลือง และท่อน้ำเหลือง (Lymphogranuloma venereum) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Chlamydia trachomatis  ตืดต่อ และแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ อาการเริมแรกหลังติดเชื้อ 1-4 สัปดาห์ จะพบตุ่ม และแผลตื้นบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งจะหายในเวลา 3-7 วัน ต่อมาจะพบอาการต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บวม และเป็นฝี มีอาการอักเสบ แสบร้อน บางรายฝีอาจยุบหายหรือแตกเป็นแผลเรื้อรัง

อาการของโรค แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
– ระยะที่หนึ่ง เชื้อที่เข้าสู่ร่างกายทางรอยแผล รอยถลอก บริเวณที่ติดเชื้อจะเกิด Trombolymphangitis กลายเป็นตุ่มหรือแผลตื้นๆ
– ระยะที่สอง เรียกว่า inguinal syndrome เชื้อจะลุกลามไปตามท่อน้ำเหลือง ทำให้เกิดการอักเสบที่ต่อมน้ำเหลือง inguinal และ femeral กลายเป็นฝีมะม่วง ระยะนี้ มักพบผู้ป่วยเข้าพบแพทย์มากที่สุด ซึ่งแพทย์สามารถแยกแยะโรคฝีมะม่วง และแผลริมอ่อนได้ง่ายขึ้น
– ระยะที่สาม เรียกว่า anogenitorectal sybdrome ในระยะท้ายของโรคเกิดขึ้นใน 1-2 ปี ให้หลัง ซึ่งการอักเสบจะสิ้นสุดลง โดยมี fibrosis มากขึ้น จนมีการอุดตันของท่อน้ำเหลือง การติดเชื้ออาจลุกลาม และเรื้อรัง

6. กามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ (Gronuloma inguinale) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Calymmatobacterium granulomatis ติดต่อ และแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ พบอาการทั้งหญิง และชายในลักษณะเป็นแผลเรื้อรังที่บริเวณอวัยวะเพศ และโดยเฉพาะบริเวณซอกขาหนีบ และอาจลามถึงบริเวณหน้า ปาก และคอ

7. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes simplex virus type II (HSV-II) ต่างจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus type I (HSV-I) ที่ทำให้เกิดเริมบริเวณริมฝีปาก อาการของโรคจะพบมีตุ่มใสขนาดเล็กเป็นจุดๆบริเวณอวัยวะเพศ และจะแตกเป็นแผลตามจุดของตุ่มใส หลังจากนั้นแผลจะหายเป็นสะเก็ดไม่เป็นแผลเป็น

8. หูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ เมื่อติดเชื้อจะเกิดก้อนเนื้อที่เป็นลักษณะของหูดเกิดขึ้นรอบๆบริเวณอวัยวะสืบพันธ์ บางครั้งอาจพบเกิดบริเวณทวารหนักด้วย รวมถึงอวัยวะภายใน เช่น ท่อปัสสาวะ และปากมดลูก ก้อนหูดจะค่อยๆโต และลุกลามขยายมากขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา อาการที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคันบริเวณก้อนหูด แต่ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดแต่อย่างใด

9. โรคเอดส์ (Aids) ถือเป็นโรคที่ติดต่อ และแพร่เชื้อได้ทางบาดแผล และเพศสัมพันธ์ที่อันตรายที่สุดในบรรดากามโรคทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มียารักษา และอาการของโรคสามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย แต่อาจใช้เวลานานหลายปีกว่าอาการของโรคจะกำเริบ โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV (Human immunodeficiency Virus) เมื่อมีการติดเชื้อ เชื้อจะแพร่กระจาย และค่อยๆทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายอ่อนแอไม่มีภูมิต้านทานโรคทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาจนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

กามโรค หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ระบบภูมิต้านทานลดลงมีโอกาสเสี่ยงต่อการติด เชื้อโรคชนิดอื่นได้ง่าย รวมถึงการเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ด้วย กลุ่มของโรคกามโรคสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นโรคเอดส์ที่ยังไม่มียารักษา

advertisement