ถุงยางอนามัย (Condoms) และวิธีการใช้

297

ถุงยางอนามัย (Condoms) เป็นถุงยางที่ใช้สำหรับสวมหุ้มองคชาตที่แข็งตัวก่อนจะมีเพศสัมพันธุ์ เพื่อการป้องกันการตั้งครรภ์ และป้องกันติดโรคทางเพศสัมพันธ์ จากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง

advertisement

ถุงยางอนามัยในปัจจุบันมีการพัฒนา และผลิตแบบต่าง ๆ เพื่อสนองรสนิยม และความต้องการที่หลากหลาย เช่น ทำให้บางลง เหนียว ยืดหดได้ดี และให้สัมผัสที่ดีขึ้น มีการเพิ่มสีสันให้สวยงาม มีสีเรืองแสง บางชนิดทำให้มีส่วนเว้าส่วนโค้ง มีลอนหรือปุ่มเล็กๆ รวมถึงทำให้มีกลิ่นหอมต่างๆ เช่น กลิ่นกล้วยหอม และกลิ่นสตรอเบอรี่ เป็นต้น

ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการร่วมเพศ ทำจากวัสดุยางพารา ลำไส้สัตว์ หรือ โพลียูรีเทน มีทั้งสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง แต่ใช้มากในฝ่ายชายเพื่อใช้สวมครอบอวัยวะเพศขณะแข็งตัวและจะเก็บน้ำอสุจิจาก ฝ่ายชายที่หลั่งแล้วไว้ในถุง ช่วยป้องกันเชื้ออสุจิเข้าผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงมิให้เกิดการตั้งครรภ์ และยังช่วยป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์

condom.jpg

ประวัติถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยมีประวัติการใช้มายาวนานตั้งแต่สมัยโรมัน และอียิปต์โบราณ ที่ในระยะแรกทำจากลำไส้ของแกะหรือแพะ และต่อมาทำด้วยยางธรรมชาติ และพลาสติกพอลิเมอร์ โดยมีประวัติมาตั้งแต่อดีต ดังนี้

ประโยชน์ถุงยางอนามัย
• ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ได้แก่ เอดส์ ซิฟิลิส เริม ไวรัสตับอักเสบ หนองไน เป็นต้น
• ช่วยลดความไวต่อความรู้สึกสัมผัสขณะร่วมเพศทำให้ร่วมเพศได้นานขึ้น และช่วยให้ฝ่ายหญิงมีโอกาสถึงจุดหลั่งพร้อมฝ่ายชายได้มากขึ้น
• ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ไม้ให้เชื้ออสุจิเข้าผสมกับไข่ฝ่ายหญิง
• ช่วยรักษาความเป็นหมันในสตรีที่มีความต้านทานต่อเชื้อของสามี จากการให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางไปสักระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้ฝ่ายหญิงได้รับน้ำเชื้อ อสุจิสำหรับการลดการต้านทานเชื้ออสุจิในฝ่ายหญิง

ข้อดีการใช้ถุงยางอนามัย
• มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ และการติดโรคทางเพศสัมพันธุ์ได้สูง
• มีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่ออวัยวะระบบสืบพันธุ์
• ไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์ทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงในขณะใช้หรือเมื่อเลิกใช้
• หาซื้อได้ง่าย ใช้ง่าย สะดวก และราคาถูก

กรณีพิเศษสำหรับการใช้ถุงยางอนามัย
• ใช้คุมกำเนิดสำหรับสามีภรรยาที่นานๆครั้งได้พบกันหรือนานครั้งที่มีเพศสัมพันธุ์
• ใช้คุมกำเนิดสำหรับสตรีที่ต้องการใช้ยาคุมกำเนิด
• ใช้สำหรับสามีภรรยาที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคทางเพศสัมพันธุ์
• ใช้ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะการใช้ถุงยางอนามัยไม่ทำให้ตั้งครรภ์
• ใช้ในกรณีที่รอเริ่มวิธีการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
• ใช้ในกรณียาเม็ดคุมกำเนิดหมด หาซื้อไม่ได้
• ใช้ในกรณีลืมกินยาคุมกำเนิดหรือเลยกำหนดอายุยาคุมกำเนิดสำหรับแบบฉีด
• ใช้สำหรับวัยรุ่นหรือบางคนที่มีเพศสัมพันธุ์บ่อย
• ใช้คุมกำเนิดสลับในช่วงการนับระยะปลอดภัยที่อาจผิดพลาดได้

ชนิดถุงยางอนามัย ตามวัสดุที่ใช้ผลิต
1. ถุงยางอนามัยจากลำไส้สัตว์ (Skin condom)
เป็นถุงยางอนามัยที่ผลิตจากส่วนของลำไส้บริเวณ caecum ของแกะ มีคุณสมบัติที่ดี คือ ให้ความรู้สึกสบาย และให้สัมผัสที่ดีขณะมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากลำไส้ที่ใช้ผลิตเป็นเนื้อเยื่อสัตว์ที่นำความร้อน และความชุ่มชื้นได้ดีเหมือนเนื้อเยื่อร่างกายมนุษย์ แต่มีข้อด้อย คือ ใช้เพื่อคุมกำเนิดเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อกามโรคได้ เพราะผิววัสดุมีรูพรุนขนาดเล็กที่เชื้อโรคสามารถซึมผ่านได้

2. ถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติ (Rubber condom หรือ Latex condom)
เป็นถุงยางอนามัยที่ผลิตได้จากยางธรรมชาติ มีราคาถูก และทำให้บางได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะได้ความกว้างน้อยกว่าชนิดแรก ใส่แล้วมีความกระชับ และให้ความสัมผัสที่ดี สามารถใช้เพื่อการคุมกำเนิด และการป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ลักษณะถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติ
• การใช้สารหล่อลื่น จะมีทั้งแบบแห้งหรือไม่ใช้สารหล่อลื่น และแบบใช้สารหล่อนลื่น โดยสารหล่อลื่นที่ใช้มีทั้งแบบธรรมดา และแบบมีสารฆ่าเชื้อผสมด้วย เช่น nonnoxynol 9 (N-9)
• ลักษณะปลายถุงมีแบบปลายถุงมน และแบบปลายถุงมีกระเปาะ
• รูปทรงถุงเป็นแบบทรงกระบอก และแบบลูกคลื่น
• ลักษณะผิวถุง แบ่งเป็นแบบผิวเรียบ และผิวไม่เรียบ แบบมีปุ่มขนาดเล็ก
• สีของถุงยางมีทั้งแบบสีธรรมชาติของยาง และแบบผสมสาให้มีสี
• กลิ่น มีทั้งกลิ่นสตอเบอรี่ กลิ่นมินส์ กลิ่นมะนาว บางยี่ห้อมีกลิ่นทุเรียน นอกจากนั้น ยังให้รสตามกลิ่นที่กล่าวมาสำหรับผู้ใช้แบบออรัล เซ็กซ์

3. ถุงยางอนามัยพลาสติก (Plastic condom)
นอกเหนือจากการใช้วัสดุจากสัตว์ และพืช ปัจจุบันมีการใช้วัสดุสังเคราะห์อื่นมาผลิต เช่น สาร Polyurethane เนื่องจากถุงยางอนามัยประเภทนี้สามารถยืดหดตัวได้ดี มีความเหนียวสูง แตกฉีกขาดหรือแตกง่าย รวมถึงไม่ทำให้เิกิดอาการแพ้ นอกจากนั้น ยังสามารถเคลือบด้วยสารหล่อลื่นเคมีบางชนิดได้ดี และที่สำคัญสามารถให้ความรู้สึกสัมผัสได้ดีกว่าแบบยางธรรมชาติ ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาถุงยางอนามัยจากพืช และสัตว์ที่ฉีกขาดง่าย และไม่สามารถใช้สารหล่อลื่นบางชนิดได้ สามารถใช้เพื่อการคุมกำเนิด และการป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ขนาดถุงยางอนามัย
มาตรฐาน และข้อกำหนดของถุงยางอนามัยตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2535 ได้กำหนดประเภทของถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติเป็น 13 ประเภท ตามขนาดความกว้าง ได้แก่ 44,45,46,47,48,49,50,51,52,53,54,55 และ 56 มิลลิเมตร โดยความกว้างวัดโดยการวางถุงยางที่คลี่แล้วให้แบนราบกับพื้น แล้ววัดจากขอบด้านหนึ่งไปสุดขอบด้านหนึ่ง ส่วนความยาวที่วัดจากปลายเปิดจนถึงปลายปิดที่ไม่รวมติ่งหรือกระเปาะ ต้องไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร โดยทั่วไปในประเทศไทยมีอยู่ 4 ขนาด คือ 49, 52, 54 และ 56 มิลลิเมตร

ความหนาของถุงยางอนามัย
องค์การอนามัยโลกกำหนดความหนาที่ 0.05-0.08 มิลลิเมตร ส่วนในประเทศไทยเคยกำหนดความหนาของถุงยางอนามัยสำหรับการวางแผนครอบครัวปี 2526 ให้หนาไม่เกิน 0.06 มิลลิเมตร

condom1

โดยทั่วไปถุงยางอนามัยที่ทำจากลำไส้สัตว์จะหนาประมาณ 0.15 มิลลิเมตร ส่วนที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติจะบางกว่าได้หลายขนาด

ในประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดให้หนาไม่ต่ำกว่า 0.03 มิลลิเมตร ส่วนในประเทศญี่ปุ่นสามารถผลิตให้บางได้ถึง 0.02 มิลลิเมตร

วิธีการใช้ถุงยางอนามัย
การใช้ถุงยางอนามัยในขณะร่วมเพศแต่ละครั้ง ควรมีสำรองตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไป เพื่อหากชิ้นแรกเกิดการแตกรั่วก็จะได้ใช้ชิ้นใหม่ทันที

การสวมใส่ถุงยางอนามัยจะค่อยๆ คลี่ และม้วนขอบถุงยางลงมาจนสุดโคนอวัยวะเพศในขณะสวมใส่ โดยต้องสวมใส่ขณะอวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ ไม่ควรสวมใส่หลังการสอดใส่แล้วหรือใกล้เสร็จกิจ เพราะจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อกามโรคได้ และเมื่อเสร็จกิจแล้ว ควรรีบถอดออกทันที

ขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัย
1. ฉีกซองถุงยางอนามัยด้วยมือบริเวณรอยหยักบริเวณขอบซอง หรือฉีกกลาง แต่ฉีกให้พอขาดแล้วค่อยๆฉีกให้ลึกพอเอาถุงยางอนามัยออกได้
2. ถุงยางอนามัยที่แกะออกมาจะอยู่ในลักษณะม้วนพับจากโคนถุงสู่ปลายถุง โดยจะเห็นส่วนปลายสุดอยู่ตรงกลาง
3. วางด้านรอยม้วนให้อยู่ด้านนอก แล้วดึงคลี่รอยม้วนให้ลงเล็กน้อย ประมาณ 1-2 เซนติเมตร
4. ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้บีบปลายกระเปาะที่มีลักษณะเป็นถุงเล็กบริเวณส่วนปลายเพื่อไล่อากาศออก
5. นำถุงยางอนามัยครอบสวมบนปลายองคชาต ในกรณีที่มีหนังหุ้มปลายองคชาตยาว ให้ร่นหนังหุ้มลงด้านล่างให้พ้นปลายองคชาตก่อนสวมใส่
6. ใช้มือข้างที่ถนัดจับรูดรอยม้วนโคนถุงดึงรูดลงให้ครอบองคชาตจนถึงส่วนโคน
7. หากใส่ถูกต้องจะสังเกตเห็นส่วนกระเปาะด้านปลายถุงยื่นพ้นปลายขององคชาตเล็ก น้อย และกระเปาะจะมีลักษณะแบน ไม่มีอากาศ กรณีที่ปลายถุงเป็นชนิดมน ต้องเหลือส่วนปลายถุงเลย
ปลายองคชาตเล็กน้อย และให้ส่วนปลายพับแบน ไม่มีอากาศ เพื่อรองรับน้ำอสุจิ หากไม่มีส่วนปลายที่รองรับ น้ำอสุจิที่หลั่งออกมาอาจมีโอกาสไหลย้อนออกโคนถุงขณะที่ยังมีเพศสัมพันธุ์ ได้
8. ถ้าความหล่อลื่นไม่พอ ก็สามารถใช้สารหล่อลื่นทาเพิ่มเติมได้ แต่ต้องทาหลังการสวมถุงยางอนามัยแล้ว โดยสารหล่อลื่นต้องมีส่วนผสมของน้ำ หรือซิลิโคน เช่น เจลหล่อลื่นสูตรน้ำ (KY-jelly) ห้ามใช้วาสลินโดยเด็ดขาด เพราะวาสลินเป็นเจลเคมีที่ทำจากปีโตเลียม (petroleum) อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
9. เมื่อหลั่งน้ำอสุจิแล้ว ไม่ควรค้างหรือมีเพศสัมพันธุ์ต่อ หรือรอจนองคชาตอ่อนตัว เพราะหากมีเพศสัมพันธุ์ต่ออาจทำให้น้ำอสุจิไหลย้อนออกโคนถุงได้หรือหาก องคชาตอ่อนตัว เวลาถอนองคชาตออก ถุงยางอนามัยมีโอกาสหลุดคาในช่องคลอดได้ง่าย
10. การถอนองคชาตออก ควรใช้มือจับที่ขอบของถุงยางอนามัยบริเวณโคนถุง เพื่อป้องกันการหลุดค้างของถุงยางอนามัยในช่องคลอด เพราะปากช่องคลอดจะมีการหนีบองคชาตไว้แน่น และขณะจับให้พยายามอย่าให้นิ้วสัมผัสกับถุงยางอนามัยบริเวณที่ได้สัมผัสกับ ช่องคลอด เพราะจะมีสารคัดหลั่งของฝ่ายหญิงที่อาจมีเชื้อกามโรคติดมาด้วย
11. หลังจากถอดองคชาตออกมาแล้ว ให้รีบถอดถุงยางอนามัยออกทันที โดยใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูรองมือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการสัมผัสกับน้ำคัด หลั่งของฝ่ายหญิงที่ติดมากับถุงยางอนามัย โดยค่อยๆรูดออกไปหาส่วนปลายองคชาต
12. เมื่อถอดถุงยางอนามัยแล้ว ให้นำทิ้งในถุงพลาสติก และคัดแยกกำจัดเป็นขยะอันตราย
13. หากต้องการทดสอบว่าถุงยางอนามัยที่ใช้ขณะร่วมเพศมีการแตกรั่วหรือไม่เพื่อ ความมั่นใจในการป้องกันการตั้งครรภ์หรือป้องกันการติดเชื้อ โดยให้นำถุงยางอนามัยรองน้ำก๊อกทดสอบดู

การเลือกซื้อถุงยางอนามัย
• เลือกซื้อถุงยางอนามัยที่ผลิตใหม่ ไม่หมดอายุ โดยดูจากวันผลิต และวันหมดอายุข้างกล่อง
• เลือกซื้อถุงยางอนามัยที่บรรจุในซองไม่ชำรุดหรือไม่มีรอยฉีกขาด
• เลือกซื้อถุงยางอนามัยที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดอวัยวะเพศของตนเอง หากเล็กไปอาจเกิดการฉีกขาด และหากใหญ่ไปอาจเกิดการหลุดขณะมีเพศสัมพันธุ์ได้ง่าย

การเก็บรักษา
ถุงยางอนามัยที่ยังไม่ได้ใช้ ให้เก็บในกล่องบรรจุเหมือนเดิมในสถานที่ที่ทีอากาศเย็น และเก็บให้ห่างจากแสงแดด และใกล้ความร้อน หรือในสถานที่ที่อาจมีอุณหภูมิสูง เช่น ในรถที่จอดตากแดด บริเวณริมหน้าต่าง และใกล้อุปกรณ์ทำความร้อน เป็นต้น รวมถึงไม่ควรเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ เพราะมักจะเกิดการนั่งทับหรือบีบอัดทำให้ถุงยางฉีกขาด และเสื่อมสภาพได้ง่าย

ถุงยางอนามัย หากเก็บได้ถูกต้องในสภาวะที่เหมาะสมจะมีอายุได้ 3-5 ปี แต่หากเก็บไม่ถูกต้อง ถุงมีการสัมผัสกับแสงมากจะมีอายุไม่ถึง 1 ปี

กลไกการควบคุม
ถุงยางทำหน้าที่ขวางกั้น และกักเก็บน้ำอสุจิที่หลั่งออกจากเพศชายขณะมีเพศสัมพันธุ์ ทำให้ตัวอสุจิไม่สามารถเข้าไปในช่องคลอดเพื่อการปฏิสนธิกับไข่ได้

ประสิทธิภาพ
หากใช้อย่างถูกต้องตามวิธีแนะนำจะเกิดความผิดพลาดที่นำไปสู่การตั้งครรภ์ เพียง 3.5% แต่หากใช้ไม่ถูกต้องตามวิธีการจะเพิ่มความผิดพลาดที่นำไปสู่การตั้งครรภ์ถึง 20%

ประสิทธิภาพการป้องกันโรคติดต่อ
• โรคเอดส์ ป้องกันได้มากกว่า 90% แต่ไม่ถึง 100%
• ไวรัสตับอักเสบ บี ป้องกันได้มากกว่า 90% แต่ไม่ถึง 100%
• หูดหงอนไ่ก่ ป้องกันได้ประมาณ 10%
• หนองในเทียม ป้องกันได้ประมาณ 50-90%
• หนองในแท้ ป้องกันได้มากกว่า 90% แต่ไม่ถึง 100%
• พยาธิในช่องคลอด ป้องกันได้มากกว่า 90% แต่ไม่ถึง 100%
• ซิฟิลิส ป้องกันได้ประมาณ 50-90%
• โรคเริม ป้องกันได้ประมาณ 10-50%
• แผลริมอ่อน ป้องกันได้ประมาณ 10-50%

อาการข้างเคียง
การใช้ถุงยางอนามัยจะมีอาการข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก แต่บางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
• เกิดการระคายเคือง หากไม่มีสารหล่อลื่นหรือสารหล่อลื่นไม่เพียงพอ แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้เยลลี่ทาภายนอกเพิ่ม ไม่ควรใช้วาสลีน
• การสวมใส่ถุงอาจทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่อยาง และสารหล่อลื่นในถุงยางได้ โดยเฉพาะยาชาที่อาจพบเป็นส่วนผสมในสารหล่อลื่น อาจทำให้ผิวหนังที่ปลายอวัยวะเป็นผื่นแดง นอกจากนั้น การใช้ถุงยางอนามัยที่มีส่วนผสมของยาชาบ่อยๆอาจทำให้ปลายประสาทของอวัยวะเพศ ชา และเสื่อมถอยได้เร็วขึ้น

advertisement