ยาคุมฉุกเฉิน

300

ยาคุมฉุกเฉิน หรือ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Contraception Pills) หมายถึง ยาคุมกำเนิดชั่วคราวที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่คล้ายกับยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป แต่จะมีปริมาณฮอร์โมนที่มากกว่า มีทั้งแบบฮอร์โมนชนิดเดี่ยว และฮอร์โมนแบบผสม

advertisement

วิธีการคุมกำเนิดฉุกเฉิน
1. วิธีการใช้ฮอร์โมน
• การใช้ยาเม็ดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันในปริมาณสูง

• การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดปกติที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนใน ปริมาณต่ำ แต่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยใช้ในปริมาณที่มากกว่าปกติ วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้กัน เพราะการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจะสะดวก และให้ความมั่นใจมากกว่า

2. การใส่ห่วงอนามัยที่มีทองแดง

ดังนั้น การใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจึงเป็นวิธีการใช้ยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณ ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในปริมาณสูง ซึ่งมีการผลิตออกมาจำหน่ายโดยเฉพาะ

ยาคุมฉุกเฉินเป็นชนิดที่ต้องใช้ทันทีหรือไม่เกิน 3 วัน หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์ เช่น การถูกข่มขืน การใ้ช้ถุงอนามัยที่มีการแตกรั่ว การใส่ห่วงอนามัยหลุด และการลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นต้น

ยาคุมฉุกเฉินมีหลายแบบ ทั้งแบบ 2 เม็ด 4 เม็ด และ 8 เม็ด ขึ้นอยู่กับปริมาณส่วนผสมของฮอร์โมน ซึ่งจะรับประทานยาชุดแรก ตามเวลาสะดวก แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ และรับประทานอีกชุดสุด หลังรับประทานยาชุดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

ประวัติยาคุมฉุกเฉิน
ในระยะแรกของการใช้ยาคุมฉุกเฉินจะเป็นชนิดที่มีความเข้มข้นของฮอร์โมนสูง โดยชนิดแรกๆ ที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ Diethyl Stilbestrol (DES) และต่อมาเป็น Ethinyl Estradiol ซึ่งการใช้ปริมาณฮอร์โมนสูงนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรง จนในปีพ.ศ. 2517 ผู้ผลิตได้เริ่มใช้ยาคุมฉุกเฉินชนิดที่มีความเข้มข้นต่ำ และได้ผลิตออกมาจำหน่ายในประเทศต่างๆในทวีปยุโรปใน ต้นปี พ.ศ. 2523

ยาคุมฉุกเฉินถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2527 ที่มีชื่อว่า Postinor จากประเทศฮังการี โดยจดทะเบียนเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ต่อมาในปี 2535 มีบริษัทยาภายในประเทศไทยสามารถผลิตยาคุมกำเนิดฉุกเฉินได้เองภายใต้ยี่ห้อ Madonna

ยา Postinor ที่จำหน่ายในไทยเริ่มแรก ถูกบรรจุเป็นแผง แผงละ 10 เม็ด แต่ละเม็ดประกอบด้วยตัวยาขนาด 0.75 มิลลิกรัม ซึ่งใช้รับประทานทันทีหรือภายใน 1 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ ต่อมาปี 2535 เพื่อไม่ให้มีการใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงให้ปรับปรุงเหลือแผงละ 4 เม็ด และในปี 2540 ปรับปรุงมาเป็น 2 เม็ด/แผง หรือต่อกล่อง

ECP

ชนิดยาคุมฉุกเฉิน
1. ชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
เป็นยาคุมฉุกเฉินที่ประกอบด้วยตัวยาที่เป็นฮอร์โมนชนิดเดียว มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 85 เป็นชนิดที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงหญิงที่อยู่ในระยะให้นมบุตร แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่
• ฮอร์โมนเดี่ยว เอสโตรเจน เป็นยาคุมที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เนื่องจากทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายด้าน โดยเฉพาะเกิดอาการคลื่นไส้ และอาเจียนบ่อย

• ฮอร์โมนเดี่ยว โปรเจสเตอโรน เป็นยาคุมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์โปรเจสตินในรูปของเลวอนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) บรรจุในขนาด 0.75 มิลลิกรัม/เม็ด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้มาก

2. ชนิดฮอร์โมนรวม
เป็นยาคุมฉุกเฉินที่ประกอบด้วย 2 ฮอร์โมนผสมกัน คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 75 ปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่นิยม และมีน้อยในประเทศไทย ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ แบ่งย่อยเป็นชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำ และปานกลาง

ตัวอย่างยาคุมฉุกเฉิน
• Ethinyl Estradiol + Norgestrelg หรือเรียกว่าYurzpe Regimen
Ethinyl Estradiol 100 มคก. +Norgestrel 1 มก. ขนาดตัวยา 1 มก. รับประทาน 2 ครั้ง ให้ห่างกัน 12 ชม.
• Ethinyl estradiol ขนาดตัวยา 2.5 มก. รับประทาน วันละ 2 ครั้ง ตลอด 5 วัน
• Conjugaled estrogens รับประทาน วันละ 30 มก. ตลอด 5 วัน
• Estrone ขนาดตัวยา 5 มก. รับประทาน วันละ 3 ครั้ง ตลอด 5 วัน
• Diethylstillbestrol ขนาดตัวยา 25 มก. รับประทาน วันละ 2 ครั้ง ตลอด 5 วัน
• Levonorgestrel ขนาดตัวยา 0.75 มก. ให้รับประทาน 2 ครั้ง ในเวลาห่างกัน 12 ชม.
• Danazol ขนาดตัวยา 400 มก. รับประทาน 2-3 ครั้ง ส่วนขนาดตัวยา 800 มก. ให้รับประทาน วันละ 3 ครั้ง และ ขนาดตัวยา 800-1200 มก. ให้รับประทาน 2 ครั้ง โดยแต่ละเม็ดให้ห่างกัน 12 ชม.
• Mifepristone ขนาดตัวยา 600 มก. โดยรับประทานเพียงครั้งเดียว

วิธีการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. ชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงเพียงชนิดเดียว โดยประกอบด้วยโปรเจสโตรเจน (ดี-นอร์เจสเตรล) 750 ไมโครกรัม มีจำนวน 2 เม็ด ให้รับประทานเม็ดแรก เม็ดใดก็ได้ตามเวลาที่สะดวก แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ โดยหากรับประทานยิ่งเร็วเท่าไร่ ประสิทธิภาพการป้องกันยิ่งมาก หลังจากนั้น จะรับประทานเม็ดที่ 2 หลังรับประทานเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

2. ชนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนปานกลาง
เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) 50 ไมโครกรัม และโปรเจสโตรเจนในปริมาณหนึ่งที่น้อยกว่า มีจำนวน 4 เม็ด ให้รับประทาน 2 เม็ดแรก ตามเวลาสะดวก แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ และรับประทานอีก 2 เม็ดสุดท้าย หลังรับประทาน 2 เม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

3. ชนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ
เป็นยาคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) 30 ไมโครกรัม และโปรเจสโตรเจนในปริมาณหนึ่งที่น้อยกว่า มีจำนวน 8 เม็ด ให้รับประทาน 4 เม็ดแรก ตามเวลาสะดวก แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ และรับประทานอีก 4 เม็ดสุดท้าย หลังรับประทาน 4 เม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

กลไกการออกฤทธิ์
กลไกการออกฤทธิ์ของยาคุมฉุกเฉินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ผลของการใช้ยาจะทำให้เกิดการผลที่ตามมาหลายประการ อาทิ
– ยับยั้งหรือทำให้การตกไข่เลื่อนออกไป
– ป้องกันการฝังตัวของไข่ที่อาจปฏิสนธิแล้วได้
– ทำให้เยื่อมดลูกเปลี่ยนแปลงทำให้ไม่เหมาะสมต่อการฝังตัวของไข่
– กระตุ้นให้่ท่อนำไข่เคลื่อนไหว ทำให้ไข่เคลื่อนตัวมายังโพรงมดลูกเร็วกว่าปกติ ในขณะที่มดลูกยังไม่พร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่

ทั้งนี้ กลไกการออกฤทธิ์ของยาคุมฉุกเฉินจะแตกต่างกับยาคุมโดยทั่วไป คือ ยาคุมฉุกเฉินจะออกฤทธิ์ และมีผลป้องกันการตั้งครรภ์หลังจากที่ไข่ปฏิสนธิแล้ว และไข่ยังไม่มีการฝังตัว ส่วนยาคุมกำเนิดโดยทั่วไปจะออกฤทธิ์ก่อนไข่ปฏิสนธิ เช่น รบกวนการทำงานของรังไข่ ยับยั้งการตกไข่ รบกวนการเคลื่อนที่ของอสุจิ โดยทำให้ปากมดลูกข้นหนืด และเป็นพิษต่อตัวอสุจิทำให้ตัวอสุจิตาย

นอกจากนั้น ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินจะไม่เกิดผลใดๆ หากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วมีการฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก เพราะกลไกการทำงานจะเกิดประสิทธิภาพในระยะที่ไข่ยังไม่ฝังตัวในโพรงมดลูก และรวมถึงไม่มีผลทำให้เกิดการแท้งลูกด้วย

ประสิทธิภาพของยา
การมีเพศสัมพันธ์ในแต่ละครั้ง โดยไม่มีการคุมกำเนิดจะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 0-26% และหากมีการใช้ยาคุมฉุกเฉินในการป้องกันการตั้งครรภ์หลังร่วมเพศภายใน 72 ชั่วโมง จะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 75-85 ขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณตัวยา และจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อรับประทานยาภายใน 24 ชั่วโมง และหากรับประทานยาช้ากว่ากำหนด (72 ชั่วโมง) จะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ไ้ด้กว่าร้อยละ 50

อาการข้างเคียง
1. อาการคลื่นไส้
มักพบประมาณร้อยละ 50 ในชนิดยาแบบฮอร์โมนรวม และร้อยละ 20 ในชนิดยาแบบฮอร์โมนเดี่ยว แต่จะเกิดไม่นาน และหายเองภายใน 1 วัน

การป้องกัน และแนวทางปฏิบัติ : หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเวลาท้องว่าง ให้รับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร ส่วนการใช้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาจใช้ได้ผลในบางคนเท่านั้น และการใช้ยาจะใช้ไม่ได้ผลเมื่อเกิดอาการคลื่นไส้แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้นี้ แต่จะใช้ได้ดีในรายที่มีประสบการณ์การคลื่นไส้แล้วใช้ยานี้ได้ผล

2. อาการอาเจียน
มักพบประมาณร้อยละ 20 ในชนิดยาแบบฮอร์โมนรวม และร้อยละ 5 ในชนิดยาแบบฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งจะเกิดหลังมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง แต่จะเกิดไม่นาน และหายเองภายใน 1 วัน

การป้องกัน และแนวทางปฏิบัติ : ให้รับประทานยาหลังการรับประทานอาหารหรือเมื่อท้องอิ่ม และหากมีอาการอาเจียนหลังรับประทานยาภายใน 2 ชั่วโมง ต้องรับประทานยาชุดใหม่อีกรอบ

3. เลือดออกกระปิดกระปรอย หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ
ในบางคนอาจมีเลือดออกกระปิดกระปรอย โดยเฉพาะในรายที่มีการลืมกินยา หรือกินยาติดต่อกันนาน

การป้องกัน และแนวทางปฏิบัติ : ให้รับประทานยาตรงเวลา และไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องกันบ่อย หากประจำเดือนขาดนานเกิน 2 สัปดาห์ ให้ตรวจการตั้งครรภ์

4. อาการข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ มีอาการปวดหัว วิงเวียนศรีษะ เหนื่อยง่าย หรือ มีอาการคัดตึงเต้านม ซึ่งมักเกิดภายในไม่เกิน 1 วัน หลังจากนั้นจะหายเอง

การป้องกัน และแนวทางปฏิบัติ :ให้รับประทานยาแก้ปวดทั่วไป เช่น ยาพาราเซตามอล

ข้อบ่งใช้
1. ใช้ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน
2. ใช้ภายหลังการถูกข่มขืน หรือเหตุอื่นๆที่อาจทำให้ตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ เช่น
– การลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
– มีการฉีดยาคุมกำเนิดเลยวันที่นัดหมาย
– ถุงยางอนามัยแตกรั่วขณะมีเพศสัมพันธ์
– เกิดผิดพลาดจากการตั้งใจหลั่งภายนอกของเพศชาย
– การนับระยะปลอดภัยผิดพลาด
– ห่วงอนามัยหลุดออก

3. ใช้ในทันทีหรือตามเวลาสะดวก แต่ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง หลังจากมีเพศสัมพันธ์ และรับประทานยาอีกชุดหลังรับประทานยาชุดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

ข้อห้ามการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
– ห้ามใช้กับหญิงที่มีเลือดออกในช่องคลอด
– ห้ามใช้ในหญิงที่ตั้งครรภ์แล้ว
– ห้ามใช้เป็นยาคุมกำเนิดตามปกติหรือใช้อย่างต่อเนื่อง
– ห้ามใช้กับหญิงที่มีประวัติการป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคลมชัก โรคหลอดเลือดอุดตัน
– ข้อห้ามอื่นๆเหมือนกับข้อห้ามยาคุมกำเนิดทั่วไป

ข้อดีการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
– ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินสามารถใช้ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
– เป็นยาที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป ราคาจำหน่ายประมาณ 45-65 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และตัวยา
– ไม่ต้องกินยาคุมกำเนิดในปริมาณมาก และติดต่อกันนานหลายวัน
– การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินยังสามารถลดอัตราการทำแท้งในสังคมได้

ข้อเสียการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. พบปัญหาจากอาการข้างเคียง อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะ เลือดออกกระปิดกระปรอย ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น

2. มีข้อจำกัดของเวลาการใช้ ที่ต้องใช้ภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ หากเกินเวลาจะทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันยิ่งน้อยลง

3. การรับประทานยาเม็ดที่ 2 หรือ ชุดที่ 2 ต้องรับประมาณหลังรับประทานยาชุดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ทำให้ลำบาก หากอยู่ในช่วงเวลาดึกหรือการทำงาน ดังนั้น จึงต้องวางแผนกินยาชุดแรกให้เหมาะสม

4. หากมีการใช้บ่อยเกินไป มากกว่า 3-4 ครั้ง/เดือน จะทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันลดลง

advertisement