วัคซีนไข้สมองอักเสบ/วัคซีน JE

440

วัคซีนไข้สมองอักเสบ หรือ วัคซีน JE (Japanese Encephalitis Vaccine) เป็นวัคซีนที่ฉีดให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 1 ปี ครึ่ง – 2 ปี เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มเฉพาะต่อการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ

advertisement

โรคไข้สมองอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส Japanese encephalitis virus, JEV โดยมียุงเป็นพาหะนำเชื้อที่สำคัญ เป็นโรคที่เกิดมากในเด็ก และเกิดมากในคนเอเชีย เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ แต่จะแสดงอาการเมื่อเชื้อออกฤทธิ์มากแล้ว โดยเชื้อจะฟักตัวหลังการได้รับเชื้อประมาณ 1-2 อาทิตย์ โรคนี้ หากเป็นแล้วจะไม่มียารักษา ผู้ที่เป็นจึงมักเสี่ยงต่อการตาย และภาวะสมองพิการได้สูง แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

วัคซีนไข้สมองอักเสบสามารถผลิตได้จากเชื้อไวรัส JEV 2 แบบ คือ เชื้อไวรัสที่ตายแล้ว และเชื้อไวรัสที่มีชีวิตหลังทำให้อ่อนฤทธิ์ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้ว วัคซีนนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อเชื้อไวรัส JEV ทำให้ร่างกายไม่เกิดโรคหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ

วัคซีนje

ชนิดของวัคซีนไข้สมองอักเสบ
1. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (kill or inactivate JE vaccine)
ผลผลิตได้จาการเลี้ยงเชื้อไวรัสในโฮสต์ (หนู) แล้วฆ่าเชื้อด้วยสารเคมี ได้แก่
– inactivate mouse brain JE vaccine ด้วยการฉีดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ JE Nakayama NIH และเพาะเลี้ยงในสมองหนู แล้วนำมาฆ่าเชื้อด้วยฟอร์มาลีน
– inactivate primary hamster kidney JE vaccine ด้วยการฉีดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ JE P3 เพาะเลี้ยงในเซลล์ไดแฮมเตอร์ที่เลี้ยงใน media ที่ใส่ซีรัมของลูกวัว

วัคซีนชนิดเชื้อตายที่มีใช้ในปัจจุบันมีทั้งชนิดน้ำที่สามารถใช้ได้ทันที และชนิดแห้งที่ต้องละลายผสมกับน้ำกลั่นขนาด 1 มล. หรือ 10 มล.

2. วัคซีนชนิดมีชีวิตแต่อ่อนฤทธิ์ (live or attenuated JE vaccine)
วัคซีนชนิดมีชีวิตนี้จะมีประสิทธิภาพการป้องกันโรคไข้สมองอักเสบได้มากกว่าชนิดเชื้อตาย เพราะเกิดการกระตุ้นจากเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิต ทำให้ร่างกายตอบสนอง และสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น การใช้วัคซีนชนิดมีชีวิตไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น และร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้นานกว่า 3-5 ปี

การเตรียมวัคซีน
1. สำหรับวัคซีนชนิดผงแห้ง ต้องเตรียมละลายกับน้ำกลั่นก่อน โดยใช้น้ำกลั่นปริมาณ 1 มล. ละลายลงในขวดเก็บวัคซีน ค่อยๆเขย่าให้ผงวัคซีนละลายจนหมด
2. ตรวจสอบลักษณะหลังจากวัคซีนละลายแล้ว โดยทั่วไปวัคซีนเมื่อละลายแล้วจะไม่มีสี หากหลังการละลาย วัคซีนมีการเปลี่ยนแปลง เช่น สารละลายวัคซีนมีสี แสดงว่าวัคซีนอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมี วัคซีนขวดนั้น ต้องไม่นำมาใช้ และให้เตรียมวัคซีนใหม่ทันที
3. ตรวจสอบการปนเปื้อนของวัสดุด้วยสายตา โดยตรวจดูว่ามีสิ่งปนเปื้อนที่แขวนลอยในขวดสารละลายวัคซีนหรือไม่ หากมีการปนเปื้อน วัคซีนขวดนั้นต้องนำทิ้ง และเตรียมขวดใหม่
4. วัคซีนแห้ง เมื่อผสมแล้วต้องเขย่าเบาๆให้เข้ากันก่อนฉีด และควรใช้ทันที หากไม่ได้ใช้ให้เก็บไว้ในตู้เย็นหรือแช่แข็งที่อุณหภูมิ 4-8 °C และจะต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หลังการเปิดฝาแล้ว

ขนาด และวิธีใช้
1. ชนิดเชื้อตาย ใช้ฉีด 2 เข็ม เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 7-14 วัน และฉีดเข็มกระตุ้น 1 เข็ม หลังการฉีดเข็มที่ 2 แล้วประมาณ 1 ปี
2. ชนิดเชื้อมีชีวิต ใช้ฉีดกับเด็กอายุครบ 1 ปี และฉีดเข็มที่ 2 หลังจากการฉีดเข็มแรก 1 ปี
3. ใช้ฉีดครั้งละ 0.5 มล. เข้าใต้ผิวหนัง บริเวณต้นแขนหรือบริเวณตรงกลางของโคนขาด้านนอก

กลุ่มอายุ
1. เด็กอายุระหว่าง 1 ปี ครึ่ง – 2 ปี ให้ครั้งแรกพร้อมวัคซีน DTP
2. ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือผู้ต้องคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคไข้สมองอักเสบ

ผลข้างเคียง
1. อาจเกิดอาการปวดบวมบริเวณจุดฉีด เกิดอาการปวดศรีษะ หรือ มีไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน เกิดผื่นแดง อาการเหล่านี้ อาจเกิดหลังจากการฉีดทันที และจะเกิดภายในไม่เกิน 10 วัน และจะค่อยๆหายเองภายใน 7-14 วัน
2. อาการข้างเคียงจากวัคซีนเชื้อตายจะเกิดรุนแรง และคงอยู่นานกว่าวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ส่วนวัคซีนชนิดมีชีวิตมักจะเกิดขึ้นทันที และจะหายเองภายใน 2 วัน
3. หากเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น มีไข้สูง อาเจียน หรือมีอาการปวดรุนแรงที่บริเวณถูกฉีด ควรนำผู้ป่วยเข้าพบแพทย์ทันที

การสร้างภูมิคุ้มกัน
หลังจากการฉีดวัคซีนทั้งสองเข็ม ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบได้มากถึง 96% โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังการฉีดวัคซีนครบทั้งสองเข็ม และภูมิคุ้มกันนี้จะคงอยู่ในร่างกายนานมากกว่า 2 ปี

ข้อควรระวัง
1. ห้ามฉีดแก่เด็กที่มีไข้สูง ต้องรอให้ร่างกายหายป่วย และร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ปกติก่อน
2. หลีกเลี่ยงการฉีดแก่เด็กที่มีประวัติการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน เช่น เจลาติน
3. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
4. ห้ามใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่าง หรือก่อนการเข้ารับการรักษาด้วยยาหรือวิธีการบำบัดใดๆที่มีผลทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เช่น เคมีบำบัด รังสีบำบัด เป็นต้น แต่สามารถใช้ได้หลังจากหยุดการบำบัดจนร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันที่ปกติแล้ว
5. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไชต์ ที่น้อยกว่า 1,200 ใน 1 ลบ.มม.
6. ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นมบุตร

การเก็บรักษา
1. เก็บรักษาในตู้เย็นที่อุณหภูมิระหว่าง 4-8 °C ในขวดวัคซีนที่ปิด และต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสง และแหล่งความร้อน
2. วัคซีนชนิดน้ำ หากเก็บที่ 4-8 °C จะมีอายุได้นานประมาณ 1 ปี
3. วัคซีนชนิดผงแห้ง หากเก็บที่ 4-8 °C จะมีอายุได้นานประมาณ 5 ปี

advertisement