มรรค 8 ประการ/อริยมรรค และแนวทางปฏิบัติ

339

มรรค 8 (The Noble Eightfold Path) หมายถึง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งด้วยปัญญาสำหรับขจัดความเขลา ความหลงผิด ความทุกข์ เพื่อให้การดำเนินชีวิตดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ประกอบด้วยธรรม 8 ประการ คือ
1. สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ (Right View)
2. สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ (Right Thought)
3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ (Right Speech)
4. สัมมากัมมันตะคือ การประพฤติชอบ (Right Action)
5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ (Right Lifelihood)
6. สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ (Right Effort)
7. สัมมาสติ คือ การตั้งสติชอบ (Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งมั่นชอบ (Right Concentation)

advertisement

อริยมรรค คือ แนวทางอันประเสริฐของพระอริยะด้วยปัญญาเพื่อนำไปสู่การพ้นจากกิเลสทั้งปวงดั่งเช่นพระพุทธองค์ และพระอรหันต์ทั้งหลาย ประกอบด้วยมรรค 8 ประการ ข้างต้น ดังนั้น อริยมรรค จึงหมายถึงมรรค 8 ประการ แต่เป็นมรรค 8 ประการ ที่ภิกษุหรือปถุชนใช้เป็นแนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

มรรค มาจากรากศัพท์ภาษาบาลี คือ มคฺค อ่าน มัคคะ แปลว่า ทาง แนวทาง หรือ หนทาง

มรรค แนวทางหรือหนทาง ในที่นี้ หมายถึง หนทางแห่งการดับทุกข์

ปัญญาที่เป็นเครื่องมือในการขจัดความเขลาหรือเพื่อละซึ่งกิเลส แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนในตำราเรียน
2. จินตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากกระบวนการคิด การวิเคราะห์ ไตร่ตรองในเหตุ และผล โดยใช้สุตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐาน
3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ลงมือทำ ลงมือทดลอง จนรู้เห็นด้วยประสบการณ์ที่แท้จริงของตน โดยมีสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐาน

มรรคทั้ง 8 แบ่งได้ 3 หมวด คือ
1. หมวดศีล ประกอบด้วย
– สัมมาวาจา
– สัมมากัมมันตะ
– สัมมาอาชีวะ
2. หมวดสมาธิ ประกอบด้วย
– สัมมาวายามะ
– สัมมาสติ
– สัมมาสมาธิ
3. หมวดปัญญา ประกอบด้วย
– สัมมาทิฏฐิ
– สัมมาสังกัปปะ

มรรค

มรรค 8 ประการ สำหรับการดำเนินชีวิต
1. สัมมาทิฏฐิ (การเห็นชอบ)
สัมมาทิฏฐิ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเห็น หรือ การเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม ตามแนวทางแห่งอริยสัจ 4 อันประกอบด้วย
– ทุกข์ คือ สภาวะจิตใจที่เกิดความทุกข์
– สมุทัย คือ สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ โทสะ โมหะ และโลภะ
– นิโรธ คือ สิ่งที่สามารถดับทุกข์ได้ อันประกอบด้วยความเข้าใจในสภาพจริงของธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
– มรรค คือ หนทางในการดับทุกข์ ก็คือ มรรค 8

องค์ที่ก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่าง คือ
– ปรโตโฆสะ คือ ความเห็นชอบที่มาจากปัจจัยรอบด้าน เช่น คำบอกเล่า ข่าวสาร คำสั่งสอน ตำรา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ประกอบขึ้นจากภายนอกที่เราต้องขวนขวายหา แต่ความรู้เหล่านี้จำเป็นต้องกรองหรือต้องรู้จักใช้วิจารณญาณให้เกิดความเข้าใจอย่างท่องแท้เสียก่อน การใช้วิจารณญาณนี้ เรียกทางพุทธธรรมว่า โยนิโสมนสิการ
– โยนิโสมนสิการ คือ การรู้จักคิด วิเคราะห์ในเหตุ และผล อันนำมาซึ่งปัญญา คือ การรู้แจ้ง โดยใช้ข้อมูลข่าวสารหรือแหล่งความรู้ต่างๆจากปรโตโฆสะมาประกอบ

สัมมาทิฏฐิ 2 ระดับ
– โลกิยสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับปุถุชนที่มีความเห็นหรือเข้าใจในสิ่งชั่วดีสอดคล้องกับคันลองคลองธรรมซึ่งยังมิได้เข้าถึงการรู้แจ้งในระดับพระอริยะทำให้ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร
– โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับพระอริยะที่มีความเห็นแจ้ง รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่งบนโลก หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง และไม่เวียนว่ายในวัฏสงสาร

2. สัมมาสังกัปปะ (การดำริชอบ การคิดชอบ)
สัมมาสังกัปปะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การรู้จักคิดในทางที่ถูกที่ควรบนพื้นฐานของศีลธรรมอันงามที่ปราศจากการคิดโลภในความอยากของตน การคิดพยาบาท อาฆาตแค้น และการคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เสียหาย

สัมมาสังกัปปะเป็นธรรมที่พึงเว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 3 ประการ คือ
– กามสังกัปปะ คือ การคิดในกาม อันเป็นความอยาก ความต้องการของตนในทุกด้านโดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรมอันดี จนนำไปสู่การแสวงหาแนวทางเพื่อให้บรรลุซึ่งความอยากเหล่านั้น
– พยาบาทสังกัปปะ คือ การคิดพยาบาท อันประกอบขึ้นด้วยจิตที่มีความขุ่นเคือง ความเคียดแค้น และความอาฆาตต่อผู้อื่น
– วิหิงสาสังกัปปะ คือ การคิดเบียดเบียน อันประกอบขึ้นจากพยาบาทสังกัปปะที่ฝังอยู่ในจิตใจจนนำไปสู่การคิดเพื่อแสวงหาทางที่จะเบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย

3. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ)
สัมมาวาจา แห่งมรรค 8 หมายถึง การพูดจาชอบในทางที่ถูกที่งาม อันประกอบด้วยเว้นจากการพูดจริง เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดกลับคำ

การประพฤติสัมมาวาจา ท่านแนะนำให้พึงเว้นจาก วจีทุจริต 4 ประการ คือ
– มุสาวาทา คือ พึงเว้นจากการพูดคำเท็จ คำหลอกลวง ที่ไม่เป็นจริงดังปรากฏเพียงเพื่อหวังประโยชน์แก่ตน และยังให้ผู้อื่นเสียหาย
– ปิสุณาวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดส่อเสียดเพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ และการพูดยุแย่เพื่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะหรือความแตกร้าวของผู้อื่น
– ผรุสวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดคำหยาบอันเป็นคำที่ไม่รื่นหูเพียงเพื่อทำให้ผู้อื่นเจ็บใจหรือพูดเพราะความคึกคะนอง
– สัมผัปปลาปะ คือ พึงเว้นจากการพูดกลับคำ พูดกลับไปกลับมา จับสาระไม่ได้

4. สัมมากัมมันตะ (การประพฤติชอบ)
สัมมากัมมันตะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องอันควร

สัมมากัมมันตะในทางโลกท่านพึงให้ละเว้นจากกายทุจริต 3 ประการ คือ
– ปาณาติปาตา คือ การละซึ่งการพรากชีวิตสรรพสัตว์ และชีวิตผู้อื่น
– อทินนาทานา คือ การละซึ่งการลักทรัพย์อันเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเขาไม่ยินยอมให้
– กาเมสุมิจฉาจารา คือ การละซึ่งการประพฤติผิดในกามในหญิงต้องห้าม และชายต้องห้ามทั้งหลาย

5. สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาอาชีวะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประกอบอาชีพหรือการหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ด้วยการใช้ปัญญา และความรู้ของตนในการประกอบอาชีพบนพื้นฐานของความถูกต้อง ปราศจากการประพฤติอันผิดต่อศีลธรรมอันงาม

ผู้มีสัมมาอาชีวะท่านพึงให้เว้นจากมิจฉาอาชีวะ 5 ประการ คือ
– สัตถวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายอาวุธสงครามหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องกับอาวุธ
– สัตตวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายมนุษย์ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย การทารุณกรรม การบริการทางเพศ เป็นต้น
– มังสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายสัตว์ ค้าขายเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่ผิดต่อหลักกฎหมายหรือศาสนา
– มัชชวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายน้ำเมา และสารเสพติด
– วิสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายยาหรือสารสำหรับการทำพิษต่อคนหรือสัตว์

6. สัมมาวายามะ (การเพียรชอบ)
สัมมาวายามะ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเพียรในการงานหรือความเพียรในการประพฤติต่อคุณงามความดี อันได้แก่
– สังวรประธาน คือ การเพียรป้องกันมิให้ตนประพฤติอยู่ในอกุศลกรรม
– ปหานปธาน คือ การเพียรละซึ่งอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปจากตน
– ภาวนาปธาน คือ การเพียรสร้างกุศลกรรมอันที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นแก่ตน และผู้อื่น
– อนุรักขนาปธาน คือ การเพียรรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ยังคงอยู่เป็นนิจ และเพียรส่งเสริมพัฒนาให้สิ่งนั้นเกิดยิ่งๆขึ้นไป

7. สัมมาสติ (การตั้งสติชอบ)
สัมมาสติ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งสติได้ การระลึกได้ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลื่อนลอย สามารถระวังตัวมิให้ประพฤติตนหลงเข้าไปในวังวนของกิเลสทั้งหลาย อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รวมถึงการตื่นตัวในหน้าที่ การสำนึกในหน้าที่อยู่เสมอ

ลักษณะของการมีสติ
1. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีประโยชน์หรือไม่ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว
2. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเหมาะกับตนหรือไม่
3. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีผลดีหรือร้าย
4. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเป็นเรื่องงมงายหรือไม่
5. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีโอกาสสำเร็จหรือไม่

8. สัมมาสมาธิ (การตั้งมั่นชอบ)
สัมมาสมาธิ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งมั่นในจิต การมีจิตแน่วแน่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ มีจิตเป็นหนึ่งรวมกับสิ่งใดๆ
แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
– ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิที่เกิดขณะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการดำเนินชีวิต เช่น การทำงาน การท่องหนังสือ เป็นต้น
– อุปจารสมาธิ คือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชั่วขณะ ที่ไม่ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงการมีจิตรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้น เช่น การกำหนดจิตต่อลมหายใจเข้าออกได้ชั่วครู่ชั่วขณะ เพราะเกิดจิตเลื่อนลอยไปนึกถึงสิ่งอื่น
– อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนสามารถกำหนดจิตแน่วแน่รวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้นได้ เช่น จิตรับรู้ และแน่วแน่ต่อลมหายใจเข้าออก

ธรรมอันใช้คู่กับมรรคทั้ง 8
1. สัมมาทิฏฐิ : สมุทัย และนิโธ แห่งอริยสัจ 4
2. สัมมาสังกัปปะ : เว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 3
3. สัมมาวาจา : เว้นจากวจีทุจริต 4
4. สัมมากัมมันตะ : เว้นจากกายทุจริต 3
5. สัมมาอาชีวะ : วิริยะ
6. สัมมาวายามะ : ปธาน 4
7. สัมมาสติ : สติสัมปชัญญะ
8. สัมมาสมาธิ : ฌาน 4

มรรค8

advertisement